วิธีการจัดการกับอาการ Jet Lagให้กลับมานอนหลับสนิทหลังเดินทาง
อัพเดทล่าสุด: 16 ก.ย. 2024
11179 ผู้เข้าชม

Jet Lag เป็นอาการที่เกิดขึ้นเมื่อเราต้องเดินทางข้ามเขตเวลา ส่งผลให้ระบบการนอนหลับของเราถูกรบกวน ทำให้รู้สึกเหนื่อยล้า นอนไม่หลับ หรือตื่นขึ้นมากลางดึก การปรับตัวหลังเดินทางจึงมีความสำคัญเพื่อให้เรากลับมานอนหลับสนิทได้อย่างรวดเร็ว ในบทความนี้ เราจะมาแนะนำวิธีการจัดการกับอาการ Jet Lag เพื่อให้คุณกลับมาพักผ่อนได้อย่างเต็มที่หลังการเดินทาง
- ปรับเวลานอนล่วงหน้า
หากคุณรู้ล่วงหน้าว่าต้องเดินทางข้ามเขตเวลา ลองปรับเวลานอนให้เข้ากับเขตเวลาของจุดหมายปลายทางล่วงหน้าสัก 2-3 วัน การปรับเวลานอนให้เร็วหรือช้ากว่าปกติ 1-2 ชั่วโมง จะช่วยให้ร่างกายปรับตัวได้ง่ายขึ้นเมื่อถึงจุดหมายปลายทาง - ใช้แสงแดดช่วยปรับสมดุลร่างกาย
แสงแดดเป็นตัวช่วยสำคัญในการปรับนาฬิกาชีวิต (circadian rhythm) ของร่างกายให้เข้ากับเขตเวลาใหม่ เมื่อคุณเดินทางถึงจุดหมายปลายทาง ให้พยายามออกไปเผชิญแสงแดดในช่วงกลางวัน ซึ่งจะช่วยให้ร่างกายรับรู้ว่าเป็นเวลากลางวันและปรับตัวให้เข้ากับเวลานอนใหม่ได้ง่ายขึ้น - ดื่มน้ำให้เพียงพอ
การเดินทางโดยเครื่องบินทำให้ร่างกายสูญเสียน้ำได้ง่าย ควรดื่มน้ำมากๆ ระหว่างการเดินทางเพื่อป้องกันอาการขาดน้ำ เพราะอาการขาดน้ำอาจทำให้อาการ Jet Lag แย่ลงได้ หลีกเลี่ยงการดื่มแอลกอฮอล์และเครื่องดื่มที่มีคาเฟอีน เพราะจะทำให้ร่างกายตื่นตัวมากขึ้นและนอนไม่หลับ - พักผ่อนระหว่างการเดินทาง
หากเป็นไปได้ ควรพักผ่อนหรือนอนหลับระหว่างการเดินทาง โดยเฉพาะเมื่อเดินทางเป็นเวลานาน การนอนในเครื่องบินหรือขณะเดินทางจะช่วยลดอาการเหนื่อยล้าและช่วยให้คุณปรับตัวกับเขตเวลาใหม่ได้ดีขึ้นเมื่อถึงจุดหมาย - ใช้เมลาโทนินช่วยปรับเวลานอน
เมลาโทนินเป็นฮอร์โมนที่มีบทบาทในการควบคุมการนอนหลับ การรับประทานอาหารเสริมหรือเมลาโทนินก่อนนอนในเขตเวลาใหม่ สามารถช่วยให้ร่างกายเข้าสู่สภาวะการนอนหลับได้ง่ายขึ้น การใช้เมลาโทนินเป็นวิธีที่ปลอดภัยและได้ผลดีในการปรับเวลานอนหลังจากเดินทาง - อย่านอนกลางวันนานเกินไป
หลังจากเดินทาง คุณอาจรู้สึกเหนื่อยล้าและอยากงีบหลับในช่วงกลางวัน อย่างไรก็ตาม ควรจำกัดเวลางีบให้น้อยกว่า 30 นาที เพื่อป้องกันการนอนหลับที่ยาวเกินไปซึ่งอาจรบกวนการนอนหลับในตอนกลางคืน - ปรับตัวเข้ากับเวลาท้องถิ่นทันที
เมื่อคุณเดินทางถึงจุดหมายปลายทาง พยายามปรับตัวเข้ากับเวลาท้องถิ่นให้เร็วที่สุด หากเป็นเวลากลางวัน ให้พยายามตื่นตัวและไม่งีบหลับ แต่ถ้าถึงเวลานอนก็ควรเตรียมตัวเข้านอน การปรับตัวตามเวลาท้องถิ่นจะช่วยให้ร่างกายกลับมาทำงานตามนาฬิกาชีวิตได้ดีขึ้น - สร้างบรรยากาศที่เหมาะสมสำหรับการนอนหลับ
หลังเดินทาง ให้จัดห้องนอนของคุณให้เงียบสงบ มืด และเย็นสบาย เพื่อช่วยให้ร่างกายผ่อนคลายและเข้าสู่การนอนหลับที่มีคุณภาพได้เร็วขึ้น การใช้ผ้าปิดตา หรือปิดไฟทั้งหมด จะช่วยให้ร่างกายรับรู้ว่าเป็นเวลากลางคืนและช่วยให้คุณนอนหลับสนิทได้
การจัดการกับอาการ Jet Lag หลังเดินทางเป็นสิ่งที่สามารถทำได้ง่ายๆ โดยการปรับเวลานอนล่วงหน้า รับแสงแดดเพียงพอ และใช้วิธีการพักผ่อนอย่างเหมาะสม การใช้เมลาโทนินช่วยปรับเวลานอนและการสร้างบรรยากาศที่เหมาะสมสำหรับการนอนจะช่วยให้คุณกลับมานอนหลับสนิทได้เร็วขึ้น การดูแลสุขภาพการนอนหลังจากการเดินทางจึงเป็นสิ่งที่ไม่ควรมองข้าม เพื่อให้ร่างกายของคุณฟื้นฟูและพร้อมสำหรับวันใหม่ได้อย่างเต็มที่
บทความที่เกี่ยวข้อง
การนอนหลับไม่เพียงแต่เป็นส่วนหนึ่งของวงจรชีวิตประจำวัน แต่ยังเป็นกิจกรรมที่มีผลอย่างมากต่อสุขภาพและคุณภาพชีวิตของเราด้วย ซึ่งที่นอนก็เป็นปัจจัยหลักๆ ในการนอนหลับที่เราควรให้ความสำคัญเป็นอันดับต้นๆ เพราะการพักผ่อนให้เพียงพอและมีคุณภาพ จะสามารถช่วยฟื้นฟูร่างกาย จิตใจ และส่งผลดีต่อสุขภาพของเราด้วย ซินด้าจะพาคุณไปหาคำตอบกันว่า ทำไมการเลือกซื้อที่นอนที่ดี ถึงมีผลต่อสุขภาพ แล้วเราควรพิจารณาจากปัจจัยอะไรบ้าง
19 เม.ย. 2024
หลายคนมักเผชิญกับปัญหาตื่นนอนมาแล้วรู้สึกคอเคล็ด ปวดบ่า ไหล่ตึง หรือนอนเท่าไหร่ก็รู้สึกไม่สดชื่น ราวกับว่าร่างกายไม่ได้พักผ่อนอย่างเต็มที่ ปัญหาความเหนื่อยล้าระหว่างวันเหล่านี้ หลายครั้งไม่ได้มีสาเหตุมาจากเตียงนอนหรือความเครียดจากการทำงานเสมอไป แต่อาจมาจาก "หมอน" ที่คุณใช้งานอยู่ทุกคืน ซึ่งอาจจะนิ่มเกินไป แข็งเกินไป หรือไม่สามารถรองรับสรีระส่วนคอได้อย่างเหมาะสม
ในความเป็นจริงแล้ว หมอนที่ดีไม่ได้มีหน้าที่แค่รองรับศีรษะให้นุ่มสบายเท่านั้น แต่ต้องทำหน้าที่ประคองแนวกระดูกสันหลังส่วนคอ (C-Curve) ให้อยู่ในตำแหน่งที่เป็นธรรมชาติที่สุดตลอดระยะเวลา 6 ถึง 8 ชั่วโมงของการนอนหลับ การเลือกหมอนที่ถูกต้องจึงเป็นกุญแจสำคัญในการป้องกันกลุ่มอาการออฟฟิศซินโดรม และช่วยนำพาคุณเข้าสู่ภาวะการนอนหลับลึก (Deep Sleep) ได้อย่างแท้จริง บทความนี้จะพาคุณไปเจาะลึกวิธีเลือกหมอนสุขภาพที่ใช่ พร้อมเปิดโพย 3 รุ่นเด่นจาก Synda ที่ออกแบบมาเพื่อคนรักสุขภาพอย่างแท้จริง
20 ส.ค. 2026
ไรฝุ่น (dust mite) เป็นแมลงขนาดเล็ก ไม่สามารถมองเห็นได้ด้วยตาเปล่า เพราะมีความยาวเพียง 250 300ไมครอน มี 8ขา ไม่มีตา วางไข่คราวละ 20 50ฟอง 3สัปดาห์/ครั้ง ระยะฟักตัว 8 12วัน แต่ละตัวมีอายุ 2 4เดือน สามารถปะปนอยู่กับฝุ่นตามพื้นบ้าน ห้องนอน ที่นอน หมอน พรม โดยชอบอาศัยในที่อับชื้น และอบอุ่น ไรฝุ่นกินเศษผิวหนังและรังแคเป็นอาหาร จากนั้นจะถ่ายมูลไว้ในสถานที่ที่อาศัยอยู่ โดยเฉพาะบนเตียง หรือที่นอน ซึ่งเป็นแหล่งสะสมของตัวไรฝุ่นและมูลของไรฝุ่น
10 ม.ค. 2024


