วิธีการจัดการกับอาการ Jet Lagให้กลับมานอนหลับสนิทหลังเดินทาง
อัพเดทล่าสุด: 16 ก.ย. 2024
11353 ผู้เข้าชม

Jet Lag เป็นอาการที่เกิดขึ้นเมื่อเราต้องเดินทางข้ามเขตเวลา ส่งผลให้ระบบการนอนหลับของเราถูกรบกวน ทำให้รู้สึกเหนื่อยล้า นอนไม่หลับ หรือตื่นขึ้นมากลางดึก การปรับตัวหลังเดินทางจึงมีความสำคัญเพื่อให้เรากลับมานอนหลับสนิทได้อย่างรวดเร็ว ในบทความนี้ เราจะมาแนะนำวิธีการจัดการกับอาการ Jet Lag เพื่อให้คุณกลับมาพักผ่อนได้อย่างเต็มที่หลังการเดินทาง
- ปรับเวลานอนล่วงหน้า
หากคุณรู้ล่วงหน้าว่าต้องเดินทางข้ามเขตเวลา ลองปรับเวลานอนให้เข้ากับเขตเวลาของจุดหมายปลายทางล่วงหน้าสัก 2-3 วัน การปรับเวลานอนให้เร็วหรือช้ากว่าปกติ 1-2 ชั่วโมง จะช่วยให้ร่างกายปรับตัวได้ง่ายขึ้นเมื่อถึงจุดหมายปลายทาง - ใช้แสงแดดช่วยปรับสมดุลร่างกาย
แสงแดดเป็นตัวช่วยสำคัญในการปรับนาฬิกาชีวิต (circadian rhythm) ของร่างกายให้เข้ากับเขตเวลาใหม่ เมื่อคุณเดินทางถึงจุดหมายปลายทาง ให้พยายามออกไปเผชิญแสงแดดในช่วงกลางวัน ซึ่งจะช่วยให้ร่างกายรับรู้ว่าเป็นเวลากลางวันและปรับตัวให้เข้ากับเวลานอนใหม่ได้ง่ายขึ้น - ดื่มน้ำให้เพียงพอ
การเดินทางโดยเครื่องบินทำให้ร่างกายสูญเสียน้ำได้ง่าย ควรดื่มน้ำมากๆ ระหว่างการเดินทางเพื่อป้องกันอาการขาดน้ำ เพราะอาการขาดน้ำอาจทำให้อาการ Jet Lag แย่ลงได้ หลีกเลี่ยงการดื่มแอลกอฮอล์และเครื่องดื่มที่มีคาเฟอีน เพราะจะทำให้ร่างกายตื่นตัวมากขึ้นและนอนไม่หลับ - พักผ่อนระหว่างการเดินทาง
หากเป็นไปได้ ควรพักผ่อนหรือนอนหลับระหว่างการเดินทาง โดยเฉพาะเมื่อเดินทางเป็นเวลานาน การนอนในเครื่องบินหรือขณะเดินทางจะช่วยลดอาการเหนื่อยล้าและช่วยให้คุณปรับตัวกับเขตเวลาใหม่ได้ดีขึ้นเมื่อถึงจุดหมาย - ใช้เมลาโทนินช่วยปรับเวลานอน
เมลาโทนินเป็นฮอร์โมนที่มีบทบาทในการควบคุมการนอนหลับ การรับประทานอาหารเสริมหรือเมลาโทนินก่อนนอนในเขตเวลาใหม่ สามารถช่วยให้ร่างกายเข้าสู่สภาวะการนอนหลับได้ง่ายขึ้น การใช้เมลาโทนินเป็นวิธีที่ปลอดภัยและได้ผลดีในการปรับเวลานอนหลังจากเดินทาง - อย่านอนกลางวันนานเกินไป
หลังจากเดินทาง คุณอาจรู้สึกเหนื่อยล้าและอยากงีบหลับในช่วงกลางวัน อย่างไรก็ตาม ควรจำกัดเวลางีบให้น้อยกว่า 30 นาที เพื่อป้องกันการนอนหลับที่ยาวเกินไปซึ่งอาจรบกวนการนอนหลับในตอนกลางคืน - ปรับตัวเข้ากับเวลาท้องถิ่นทันที
เมื่อคุณเดินทางถึงจุดหมายปลายทาง พยายามปรับตัวเข้ากับเวลาท้องถิ่นให้เร็วที่สุด หากเป็นเวลากลางวัน ให้พยายามตื่นตัวและไม่งีบหลับ แต่ถ้าถึงเวลานอนก็ควรเตรียมตัวเข้านอน การปรับตัวตามเวลาท้องถิ่นจะช่วยให้ร่างกายกลับมาทำงานตามนาฬิกาชีวิตได้ดีขึ้น - สร้างบรรยากาศที่เหมาะสมสำหรับการนอนหลับ
หลังเดินทาง ให้จัดห้องนอนของคุณให้เงียบสงบ มืด และเย็นสบาย เพื่อช่วยให้ร่างกายผ่อนคลายและเข้าสู่การนอนหลับที่มีคุณภาพได้เร็วขึ้น การใช้ผ้าปิดตา หรือปิดไฟทั้งหมด จะช่วยให้ร่างกายรับรู้ว่าเป็นเวลากลางคืนและช่วยให้คุณนอนหลับสนิทได้
การจัดการกับอาการ Jet Lag หลังเดินทางเป็นสิ่งที่สามารถทำได้ง่ายๆ โดยการปรับเวลานอนล่วงหน้า รับแสงแดดเพียงพอ และใช้วิธีการพักผ่อนอย่างเหมาะสม การใช้เมลาโทนินช่วยปรับเวลานอนและการสร้างบรรยากาศที่เหมาะสมสำหรับการนอนจะช่วยให้คุณกลับมานอนหลับสนิทได้เร็วขึ้น การดูแลสุขภาพการนอนหลังจากการเดินทางจึงเป็นสิ่งที่ไม่ควรมองข้าม เพื่อให้ร่างกายของคุณฟื้นฟูและพร้อมสำหรับวันใหม่ได้อย่างเต็มที่
บทความที่เกี่ยวข้อง
พื้นฐานของการนอนที่ดี เริ่มจากสิ่งที่เขานอนทุกคืน เพราะเด็กใช้เวลากว่า 8–12 ชั่วโมงต่อวันบนที่นอน การเลือกที่นอนจึงไม่ใช่แค่เรื่องความสบาย แต่คือรากฐานของสุขภาพ พัฒนาการ และคุณภาพการนอนในระยะยาว
24 ก.ค. 2026
NEW ARRIVAL
Topper Cooling Gel Latex รุ่น Cool Cloud จาก Synda
เติมเต็มการนอนให้เหนือระดับ เย็นสบายตลอดคืน ปลดล็อกประสบการณ์การนอนที่สมบูรณ์แบบด้วยการผสาน Cooling Gel Latex และ ZEN Cool Fabric นวัตกรรมเพื่อสุขภาพการนอนอย่างแท้จริง
2 พ.ค. 2025
การนอนหลับเป็นส่วนสำคัญที่ส่งผลโดยตรงต่อสุขภาพร่างกายและจิตใจของเรา ไม่ใช่แค่การพักผ่อนเพื่อความสบายใจ แต่การนอนหลับที่มีคุณภาพยังมีบทบาทสำคัญในการเสริมสร้างระบบภูมิคุ้มกันให้กับร่างกายของเราอีกด้วย หลายคนอาจไม่ทราบว่า การนอนหลับไม่เพียงพอหรือไม่มีคุณภาพอาจทำให้ภูมิคุ้มกันของเราลดลง ส่งผลให้เราเสี่ยงต่อการป่วยได้ง่ายขึ้น มาดูกันว่าการนอนหลับที่ดีส่งผลต่อภูมิคุ้มกันอย่างไรบ้าง
10 ก.ย. 2024


